Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 10

ตอนที่แล้ว: Part 9

3. University Requirements and Procedures (ต่อ)

3.3 Study Reporting Procedures

สำหรับ U of M students เมื่อเดินทางมาถึง Minnesota แล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรกๆ คือไปรายงานตัวเพื่อ document check กับทาง International Student and Scholar Services (ISSS) ทั้งนี้ เพราะขั้นตอน document check เป็นขั้นตอนแรกที่บอกทาง U of M ว่าเราเดินทางมาถึงแล้วและยื่นเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย หากยังไม่ทำ document check ก็จะไม่สามารถดำเนินการเรื่องสำคัญๆ เช่น ลงทะเบียนเรียน, ทำบัตร Student ID (U Card) ฯลฯ ได้ ดังนั้น ผมจึงแนะนำว่าควรจะศึกษารายละเอียดขั้นตอนของ document check ล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพื่อจะได้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พร้อม และวางแผนได้ล่วงหน้าว่าเมื่อเดินทางมาถึงแล้ว จะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ

โดยทั่วไปในเอกสารที่มากับ acceptance letter จะมีคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการเมื่อมาถึง Minnesota ผมแนะนำให้อ่านเอกสารนี้โดยละเอียดก่อนเดินทางครับ พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ISSS ดังนี้: ข้อมูลทั่วไปรวมทั้งวันเวลาสำหรับ document check และคำอธิบายเกี่ยวกับ document check

ขั้นตอนการ document check กับทาง ISSS ของ international students โดยทั่วไปก็คือการยื่นเอกสารต่างๆ เช่น

  • Passport (รวมทั้ง visa และ I-94 ที่ติดกับ passport; ดู Part 4 สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับ I-94)
  • I-20 หรือ DS-2019
  • Acceptance letter (สังเกต Student ID ใน acceptance letter ด้วย)
  • เอกสารของ dependents (ถ้ามี) เช่น passport, I-94, visa และ I-20 หรือ DS-2019
  • หนังสือรับรองทุน (Sponsor letter) เฉพาะกรณีนักเรียนทุนที่รัฐบาลหรือต้นสังกัดจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับ U of M โดยตรง
  • I-20 หรือ DS-2019 ของสถาบันการศึกษาที่ย้ายมา กรณีย้าย (transfer) มาจากสถาบันการศึกษาอื่น
  • เอกสารอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องเฉพาะกรณี
เมื่อแจ้งว่ามา document check และยื่นเอกสารเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ ISSS จะให้กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มแล้วส่งคืน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารต่างๆ และเข้ามาพบเพื่ออธิบายกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ นัดหมายเรื่องวันปฐมนิเทศของนักเรียนต่างชาติ (International Student Orientation Program) รวมทั้งแนะนำการดำเนินการเรื่องต่างๆ กับทาง U of M หากคิวไม่ยาว น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เสร็จสิ้น

สำหรับผู้ที่มาในฐานะ visiting scholar เช่น J-1 Scholar ที่ไม่ใช่นักเรียน F-1 หรือ J-1 Student ขั้นตอนการรายงานตัวจะคล้ายคลึงกันแต่ไม่ละเอียดเท่าครับ ทั้งนี้เพราะกฎระเบียบสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักเรียน จะไม่ซับซ้อนเท่า

ในบางช่วงเวลา ISSS อาจกำหนดว่าต้องนัดล่วงหน้า (เช่น ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้ username, password จาก Part 9) แต่ในบางช่วงเวลาอาจไม่จำเป็นต้องนัดล่วงหน้า สามารถ walk-in ได้ ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ของ ISSS หรือโทรศัพท์สอบถาม ISSS ให้แน่ใจครับ ถ้าจำเป็นต้องนัดในวันและเวลาที่วางแผนว่าจะมาพบ ISSS และมีปัญหาในการ activate UMN e-mail account จาก Part 9 ทำให้ไม่สามารถทำนัดล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ ลองสอบถาม ISSS ดูครับว่าควรทำอย่างไร

นอกจากการรายงานตัวกับ ISSS แล้ว ทั้ง student และ scholar อาจต้องมีการติดต่อหรือรายงานตัวกับทางคณะ (school) และ/หรือ โปรแกรมวิชา (academic program) ของตนด้วย (แต่ในบางกรณีก็ไม่จำเป็น) ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละ school/program ควรตรวจสอบกับเอกสารที่มากับ acceptance letter รวมทั้งข้อมูลที่มีการติดต่อมาทาง e-mail (ถ้ามี) ดูว่ามีขั้นตอนการรายงานตัว (reporting) และปฐมนิเทศ (orientation) นอกเหนือจาก ISSS ที่ต้องดำเนินการหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ควร e-mail หรือโทรศัพท์สอบถามกับทาง school และ/หรือ program ครับ

ตอนถัดไป: N/A

Advertisements

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 9

ตอนที่แล้ว: Part 8

3. University Requirements and Procedures (ต่อ)

3.2 Initiate University E-mail Account

การติดต่อสื่อสารทาง e-mail ภายใน U of M เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ U of M ถือว่า UMN e-mail เป็น official communications และหากไม่จำเป็นก็จะใช้การติดต่อทาง e-mail แทนการติดต่อเป็นหนังสือ จึงควรรีบ activate UMN e-mail account แต่เนิ่นๆ

ผมเข้าใจว่าปัจจุบันยังคงสามารถ activate (initiate) UMN e-mail account ออนไลน์ได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองไทยครับ (หากผมเข้าใจผิดรบกวนช่วย comment แจ้งด้วยครับ) โดยเข้าไปที่ https://www.umn.edu/initiate/

ในเว็บดังกล่าว ระบบจะถามข้อมูล 3 อย่าง

  • Social Security Number หรือ SSN (ซึ่งนักเรียนไทยส่วนใหญ่คงไม่มี แต่หากมาถึง MN แล้ว และมีงานทำ on campus หรือมาในฐานะ J-1 Scholar ก็จะมีสิทธิยื่นขอ social security number กับทาง Social Security Administration เมื่อเดินทางมาถึง แต่สำหรับการขอ activate e-mail account ส่วนใหญ่คงยังไม่มี SSN ดังนั้น ให้ leave ช่องนี้ blank ไว้ครับ หรือหากระบบไม่ยอมรับก็ลองกรอกตัวเลข “000000000” ดู หากมีปัญหา ลองใช้บริการ online chat ของ Office of Information Technology (OIT) ของ U of M ที่ http://www.oit.umn.edu/live-help (ในเวลาทำการ) โดยเตรียม student ID ของเราไว้และแจ้งปัญหาให้เจ้าหน้าที่ครับ สุดท้าย หากทำไม่ได้จริงๆ ก็อาจต้องมาทำด้วยตัวเองหลังมาถึง U of M แล้ว และพก passport หรือ photo ID อื่นมาด้วย พร้อมกับจดหมายเลข Student ID ของตัวเองมาก็ได้)
  • Student ID Number (ดูจาก acceptance letter)
  • Birthdate (อย่าลืมว่าอเมริกันใช้เดือนขึ้นก่อน เป็น mm/dd/yyyy)

จากนั้นก็ตั้ง password ของตัวเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในเว็บดังกล่าว ก็เรียบร้อย

บางครั้ง จะเห็น U of M เรียก username ของ e-mail account ของ U ว่า X.500 (pronounce: Ex-five-hundred; ดูคำอธิบายใน Wikipedia) ดังนั้น หากเห็นคำว่า X.500 ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ หมายถึง U of M e-mail username หรือ log-in name นั่นเอง ซึ่งระบบจะตั้งให้ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยตัวอักษรในนามสกุลของเรา 4-5 หลักแรก ตามด้วยตัวเลขอีก 3-4 หลัก

สำหรับ e-mail address ก็จะอยู่ในรูปของ xxxxxxxx@umn.edu เมื่อ xxxxxxxx คือ X.500 หรือ username ของเราที่ระบบสร้างให้ครับ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ลอง log-in เข้าไปเช็คเมลได้ที่ https://mail.umn.edu/ หรือ https://gophermail.umn.edu/ หากเข้าไม่ได้ ลองรอให้ระบบอัพเดตภายใน 24 ชั่วโมง แล้วเข้าใหม่ หรือใช้ online chat เพื่อให้เจ้าหน้าที่ OIT ช่วยแก้ปัญหาให้ดูครับ

Update 21 ก.ค. 2554: เพิ่มเติมเรื่อง OIT online chat กรณีมีปัญหาในการ initiate UMN e-mail account [ขอบคุณ Pai Worata Klinsawat สำหรับข้อมูลครับ]

ตอนถัดไป: Part 10

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 8

ตอนที่แล้ว: Part 7

3. University Requirements and Procedures

โพสต์นี้ assume ว่าขั้นตอนเรื่องการ confirm enrollment และการดำเนินการเรื่อง I-20/DS-2019 ที่เกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ อ่าน Part 2 สำหรับประเด็นเหล่านี้ครับ

หัวข้อนี้จะมีรายละเอียดที่จำเพาะกับ University of Minnesota เป็นหลักนะครับ สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นควรศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และเอกสารต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยส่งมาสำหรับขั้นตอนการดำเนินการและสิ่งที่ต้องทำกับทางมหาวิทยาลัยครับ โดยทั่วไปในหนังสือตอบรับ (acceptance letter) หรือ letter/e-mail ที่ส่งตามมา น่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ กับทางมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

3.1 Immunization History

U of M อธิบายรายละเอียดเรื่อง immunization requirements ไว้ที่นี่ โดยแยกประเภทนักเรียนเป็น U.S. Citizen (Non-AHC Student), AHC Student และ International Student ซึ่ง AHC (Academic Health Center) Student คือนักเรียนที่ศึกษาในโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข  ซึ่งรวมถึง Medical School (รวมทั้ง medical residents), School of Public Health, School of Nursing, School of Pharmacy, School of Dentistry เป็นต้น (ดูรายชื่อ AHC colleges) ซึ่งจะมี requirements ที่ค่อนข้างเข้มงวดกว่า international student ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักเรียนใน AHC

สำหรับ international student ที่เข้าเรียนในโปรแกรมภายใต้ AHC ของ U of M ในเว็บเพจดังกล่าวแนะนำให้ follow ตาม requirements ของ AHC student เป็นหลักครับ

โดยทั่วไปแล้ว U of M กำหนดให้นักเรียนทุกคนยื่นแบบฟอร์มการฉีดวัคซีนของตนให้กับทาง U ซึ่งรูปแบบและรายละเอียดของแบบฟอร์ม รวมทั้งประวัติการฉีดวัคซีนที่จำเป็นต้องมี ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของนักเรียน ดูรายละเอียดได้จากเว็บเพจดังกล่าว การยื่นแบบฟอร์มนี้ สำหรับนักเรียนบางประเภทอาจกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ได้เลย หรือในบางกรณีอาจยื่นเป็นเอกสารก็ได้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำก่อนเดินทาง แต่ผมเจตนาเขียนแนะนำไว้ในการเตรียมตัวก่อนเดินทางเพราะบางครั้งจะต้องอาศัยประวัติการฉีดวัคซีนจากเมืองไทย หากทราบรายละเอียดก่อนก็จะสามารถประสานกับทางโรงพยาบาล/คลินิก หรือค้นหาสมุดประวัติวัคซีนของตัวเองที่อาจจะยังเก็บไว้อยู่ได้ หรือหากไม่มีประวัติได้รับวัคซีนใดที่ U of M กำหนดว่าต้องได้รับ ก็อาจตรวจหาภูมิคุ้มกัน และ/หรือ ฉีดวัคซีนใหม่ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่เมืองไทย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายที่สหรัฐฯ เมื่อมีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการกรอกแบบฟอร์มแล้ว ก็สามารถกรอกแบบฟอร์มแล้วส่งมาให้ U of M ได้เลย ไม่ต้องรอให้เดินทางมาก่อน (แต่หากยังไม่พร้อม จะทำหลังเดินทางก็ได้ แต่อย่าลืมนะครับ เรื่องนี้สำคัญ)

สำหรับ non-AHC international students โดยทั่วไป requirements จะยืดหยุ่นกว่า และอาจต้องกรอกเฉพาะวันเดือนปีที่ได้รับวัคซีนที่กำหนดในแบบฟอร์ม (Online version หรือ PDF version) ก็อาจเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องมีลายเซ็นแพทย์ หากประวัติวัคซีนใดไม่ครบถ้วน มี 2-3 แนวทางครับ คือ 1. หากแน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนดังกล่าวแล้ว อาจลองสอบถามโรงพยาบาลหรือคลินิกว่ายังมีประวัติของเราอยู่หรือไม่ เราอาจขอประวัติดังกล่าวมาดู หรือนัดพบแพทย์เพื่อสอบถามว่ามี record เรื่องการได้รับวัคซีนที่กำหนดหรือไม่ เมื่อใด เพื่อเป็นข้อมูลในการกรอกแบบฟอร์มของเรา 2. หากทางบ้านยังคงเก็บสมุดวัคซีนของเราไว้อยู่ ก็ลองดูว่าข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการกรอกแบบฟอร์มหรือไม่ (ผมดีใจเหลือเกินที่คุณพ่อคุณแม่ยังเก็บสมุดของผมเอาไว้ มีรายละเอียดครบถ้วน) 3. หากไม่มีรายละเอียดวันเดือนปีที่ได้รับวัคซีนที่แน่นอน แต่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนดังกล่าว อาจหาทางค้นดูตารางการฉีดวัคซีนทั่วๆ ไป หรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่รู้จัก เพื่อกะวันที่ได้รับวัคซีนโดยประมาณ สำหรับกรอกในแบบฟอร์ม เนื่องจากสำหรับ non-AHC international student ประวัติวัคซีนเป็น self-report ไม่ต้องมีลายเซ็นแพทย์ ทั้งนี้ แม้จะเป็น self-report แต่ก็ควรกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงนะครับ เพราะหากมีปัญหา (เช่น เราป่วยด้วยโรคนี้ในระหว่างศึกษา  แล้วหมอตรวจไม่พบว่ามีภูมิคุ้มกันตัวนี้ขึ้นมา U of M อาจหาว่าเรารายงานเท็จก็ได้) 4. หากไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนใดหรือไม่ สำหรับภูมิคุ้มกันบางตัว อาจไปพบแพทย์เพื่อขอเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันก็ได้ ถ้าไม่มีก็อาจขอฉีดใหม่ได้เลย หรือสำหรับวัคซีนบางตัวที่ไม่มีวิธีทดสอบภูมิคุ้มกัน หรือค่าใช้จ่ายสูง อาจสอบถามแพทย์ว่าจะสามารถฉีดกระตุ้นได้เลยหรือไม่ก็ได้

สำหรับ AHC students (ทั้งที่เป็น international students และ U.S. citizen) จะมี requirements ที่ค่อนข้างเข้มงวดกว่า เพราะทาง U of M ถือว่ามีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยสูงกว่านักเรียนปกติ ดู AHC student immunization requirement and process ที่นี่ และกรอกแบบฟอร์ม PDF ที่นี่ แบบฟอร์มนี้จะต้องมีลายเซ็นของแพทย์ที่ไม่ใช่ตัวเราเองหรือพ่อแม่ และมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ได้รับวัคซีนแต่ละ dose หรือระดับ antibody titre ในเลือด นอกจากนี้แล้ว AHC students ยังต้องมีการตรวจ Tuberculin skin test หรือ TB test (2-step Mantoux) เพื่อตรวจดูว่าเคย expose กับเชื้อวัณโรค (tuberculosis – TB) หรือไม่ด้วย

เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นพื้นที่ระบาด (endemic area) ของวัณโรค ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้พอสมควรที่พวกเราจะตรวจ TB test เป็นบวก (โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งสัมผัสกับผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน) ซึ่งการที่ผล TB test เป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นวัณโรคระยะติดต่อ (active TB) แต่หมายความว่าเชื้อวัณโรคเคยเข้าสู่ร่างกายของเรา และอาจซ่อนตัวอยู่ในที่ต่างๆ เช่น ในปอด ได้ (latent TB) และเมื่อร่างกายอ่อนแอก็อาจทำให้เกิดอาการ กลายเป็น active TB ขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ U of M จึงมีนโยบายให้ทำ TB test 2 ครั้งเพื่อให้แน่ใจ (หากผลเป็นบวกตั้งแต่ครั้งแรกก็ไม่ต้องทำครั้งที่สอง) และหากผลครั้งใดครั้งหนึ่งเป็นบวก ก็จำเป็นจะต้องขอนัดพบเจ้าหน้าที่ของคลินิกที่ Boynton Health Service เพื่อตรวจเอกซเรย์ปอดดูว่ามี active TB ในปอดหรือไม่ หากผลเอกซเรย์ผิดปกติก็จะต้องเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน แต่หากผลเอกซเรย์ปกติแต่ skin test เป็นบวก (แสดงว่าเป็น latent TB) ก็จำเป็นจะต้องนัดพบเจ้าหน้าที่ counseling เพื่อให้คำแนะนำว่าผลการตรวจหมายความว่าอย่างไร และมีทางเลือกในการรักษาอย่างไรบ้าง

เนื่องจากผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ผล skin test เป็นบวกและต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ของ Boynton และที่ผ่านมาก็มีนักเรียนไทยที่เป็น AHC students ที่ต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวพอสมควร จึงขอเล่าประสบการณ์และให้คำแนะนำเพิ่มเติมครับ สำหรับผมเองนั้นทำ skin test และเอกซเรย์ปอดมาตั้งแต่อยู่เมืองไทย ผล x-ray ปกติ และได้นำผลเอกซเรย์ (radiological report) มาขอนัดพบเจ้าหน้าที่ของ Boynton พร้อมแบบฟอร์ม immunization ที่มีผลการตรวจ skin test ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันที่จะตรวจเอกซเรย์ซ้ำอยู่ดี (เหมือนไม่เชื่อถือผลเอกซเรย์จากเมืองไทย) จึงต้องยอมตรวจซ้ำ เมื่อผลปกติจึงต้องนัดพบเจ้าหน้าที่ counseling อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำและทางเลือกในการรักษา ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่ามี 2 ทางเลือก ซึ่งเรามีสิทธิเลือกโดยสมบูรณ์ โดยจะไม่มีผลใดๆ กับเรื่องการเรียนของเรา ทางเลือกแรกคือ เนื่องจากเราเป็น latent TB จึงมีโอกาสเกิด active TB ขึ้นได้เมื่อร่างกายอ่อนแอ ทางคลินิกจึงแนะนำ (strongly) ให้เราทานยารักษาโรค TB และมารับการตรวจเป็นระยะๆ จนกว่าจะทานยาครบ course ซึ่งก็เป็นเวลาหลายเดือน อีกแนวทางหนึ่งคือ ไม่ทำการรักษา แต่หากมีอาการผิดปกติค่อยมารักษาอีกที ทางคลินิกจะพยายาม convince ให้เรารักษา (ฝรั่งจะมอง TB เป็นเรื่องร้ายแรงและน่ากลัวมาก) แต่พวกเราที่เป็นหมอคงจะทราบดีว่ายารักษาโรค TB มี side effect เยอะ และ side effect บางอย่างก็รุนแรงมาก (เพื่อนผมที่เป็นหมอบางคน ติด TB จากคนไข้ แล้วต้องทานยา จนเกิด side effect ต่อประสาทตา ทำให้ตามองไม่เห็น ก็มีมาแล้วครับ) ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะไม่รับยา และก็เซ็นยินยอมเป็นหลักฐานว่าปฏิเสธการรักษาตามคำแนะนำ ก็เรียบร้อยครับ หากใครที่ผล skin test positive แต่ x-ray negative และต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ ผมเองจะแนะนำว่าให้เลือกไม่รับการรักษาครับ (แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำในฐานะแพทย์ผู้รักษา แต่เป็นคำแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น พวกเราคงต้องหาข้อมูลและตัดสินใจเอาเองครับ ผมไม่อาจรับผิดชอบได้หากเลือกตามคำแนะนำของผมแล้วเกิด active TB ขึ้นภายหลัง แล้วมองว่าถ้าทานยาแต่แรกก็สิ้นเรื่อง)

ที่ผ่านมา ยังไม่มีนักเรียนไทยคนใดที่เจอว่าเป็น active TB (ผล x-ray ผิดปกติ) ครับ แต่หากใครมีผลเช่นนี้ ผมแนะนำว่าควรได้รับการรักษาครับ ในกรณีนี้ อาจไม่มีทางเลือกด้วยซ้ำ (นอกจากกลับไปรักษาในไทย) เพราะ active TB ถือเป็นโรคติดต่อที่ต้องมีการควบคุมและรัฐบาลมีอำนาจกักกัน (quarantine) ครับ

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ TB และขั้นตอนการตรวจรักษาจากเว็บของ Boynton ที่นี่ ครับ และดูบริการของ Boynton ที่เกี่ยวกับเรื่อง immunization ที่นี่ และดูข้อมูลการฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง (จากสหรัฐฯ ไปประเทศอื่น) ที่นี่

การยื่นแบบฟอร์มและปฏิบัติตามขั้นตอนเรื่อง immunization ให้เสร็จสิ้น มีความสำคัญมาก เพราะโดยปกติ U of M จะมีระบบ hold ที่จะทำให้เราไม่สามารถลงทะเบียนเรียนหรือดำเนินการเรื่องอื่นๆ บางอย่างได้ (ดูคำอธิบายเรื่อง hold ประเภทต่างๆ ของ U of M ที่นี่, ที่นี่ และที่นี่) และหากดำเนินการเรื่อง immunization ไม่เรียบร้อย ก็อาจติด “ME hold” ได้

สำหรับคนที่เป็น AHC student เมื่อเดินทางมาถึง Minnesota แล้ว ผมแนะนำให้รีบเข้าไปนัดเรื่อง immunization กับ Boynton ให้เรียบร้อยโดยเร็วครับ เพราะหากต้องมาพบหลายครั้ง (เช่น กรณีผล TB skin test เป็นบวก ต้องมาเอกซเรย์และนัด counseling) จะทำให้ปลด hold ไม่ได้จนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น และจะทำให้เสียเวลาลงทะเบียนเรียนไปครับ ทั้งนี้ หากระยะเวลาจำกัด กลัวว่าจะลงทะเบียนเรียนไม่ทัน deadline หรือไม่สามารถลงทะเบียนเรียนใน class ที่มีที่นั่งจำกัดได้ทัน ก็อาจขอปรึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ของ Boynton ก็ได้ว่าสามารถปลด hold ชั่วคราวก่อนเพื่อให้เราลงทะเบียนทันได้หรือไม่ ในระหว่างที่เรารอนัดกับทางเจ้าหน้าที่ กรณีนี้ถือเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ Boynton ครับ แต่ผมทราบว่ามีบางคนเคยทำได้

สำหรับแบบฟอร์ม immunization ที่เป็น PDF เมื่อกรอกเสร็จแล้วสามารถส่งทางไปรษณีย์ไปยัง Boynton Health Service ได้เลย (ดูที่อยู่จากในแบบฟอร์ม) หรือจะมายื่นเมื่อเดินทางมาถึง U of M แล้วก็ได้ อย่าลืมถ่ายเอกสารไว้กับตัวอย่างน้อย 1 ชุดก่อนส่งครับ

ในส่วนของ scholars ที่ไม่ได้มาในฐานะนักเรียน (student) immunization requirements อาจแตกต่างกันไป เท่าที่ผมทราบ โดยทั่วไปจะไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ในเรื่อง immunization ครับ แต่การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้กับตัวก็อาจเป็นประโยชน์ เผื่อจำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินการอะไรครับ

ตอนถัดไป: Part 9

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 7

ตอนที่แล้ว: Part 6

2. Travel Plan (ต่อ)

2.3 Make Arrival Transportation Arrangements

เมื่อกำหนดวันเดินทางที่แน่นอนได้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องวางแผนคือการเดินทางมายังที่พักเมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน Minneapolis/St. Paul International Airport แล้ว

โดยทั่วไปแล้วนักเรียนไทยที่จะมาเรียนที่ Twin Cities หากรู้จักกับใครเป็นการส่วนตัวก็สามารถนัดผู้นั้นมารับที่สนามบินได้เลย แต่หากไม่รู้จัก อาจสอบถามไปยังสมาคมนักเรียนไทยในมินนิโซตา (Thai Student Association of Minnesota) โดยส่ง e-mail ไปที่ thaisa@umn.edu แจ้งให้ทราบว่าเป็นนักเรียนไทยที่จะมาเรียนที่ Twin Cities และแจ้งให้ทราบวัน เวลา และเที่ยวบินที่เดินทางมาถึง แล้วสอบถามว่ามีใครสามารถจะไปรับได้หรือไม่ การให้ความช่วยเหลือของ ThaiSA เป็นการช่วยเหลือโดยอาสาสมัคร จึงขึ้นอยู่กับว่ามีผู้ใดสามารถอาสาไปรับได้หรือไม่ ซึ่งโดยมากทาง ThaiSA ก็จะพยายามหาทาง arrange ให้หากทำได้ แต่เนื่องจาก volunteer ที่สามารถขับรถไปรับได้ มักมีอยู่จำกัด จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าจะมีคนไปรับเสมอไป

หากเป็นไปได้ ควรติดต่อกับ ThaiSA ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ เพื่อให้ทาง ThaiSA มีเวลาประสานงานหา volunteer ไปรับ และผมแนะนำให้ e-mail ย้ำเตือนอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง และสอบถาม volunteer ว่าจะนัดพบกันที่ใดใน terminal ใดของสนามบิน หากผ่าน immigration ที่สนามบินที่นี่ หรือเดินทางด้วยสายการบินใหญ่ๆ เช่น Delta, American Airlines, United Airlines, US Airways (ดูรายชื่อสายการบินและ Terminal ที่นี่) จะลงที่ Terminal 1 หรือ Lindbergh Terminal ในกรณีนี้ ส่วนตัวผมแนะนำให้นัดหมายกันว่าจะรอที่ประตู curbside pickup หมายเลข 6 ซึ่งอยู่หน้าบริเวณ baggage claim หน้าบันไดหลังจากลงมาจากการตรวจ immigration และรับกระเป๋าจากชั้น 2 แล้ว ทั้งนี้ เพราะ volunteer จะสามารถนำรถมาจอดเทียบเพื่อรับไปได้เลยโดยไม่ต้องจอดรถภายในอาคารและเสียค่าที่จอดรถ (แต่จะไม่สามารถจอดรถทิ้งไว้ได้ ดังนั้น จึงต้องแน่ใจว่าจะไม่หลงกันหรือมีทางติดต่อถึงกัน) ทั้งนี้ volunteer ที่ไปรับอาจนัดจุดอื่นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนครับ

หากเป็นไปได้ควรเตรียมแผนที่และ directions ในการเดินทางจากสนามบิน MSP ไปยังที่พักพกมาด้วยจากเมืองไทย เพราะหาก volunteer ที่มารับไม่คุ้นกับ address ดังกล่าวและไม่มี GPS จะได้มาส่งได้ถูก สามารถ print out directions ได้จาก Google Maps หรือ MapQuest โดยป้อน Start address ของสนามบิน MSP (4300 Glumack Drive, St. Paul, MN 55111 สำหรับ Terminal 1 หรือ Lindbergh Terminal และ 7150 Humphrey Drive, Minneapolis, MN 55450 สำหรับ Terminal 2 หรือ Humphrey Terminal) และ End address ลงในเว็บ

นอกจากนี้ ยังควรขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือของ volunteer ไว้ (และยี่ห้อ สี และ/หรือป้ายทะเบียนของรถที่จะมารับ) เผื่อจำเป็นจะต้องติดต่อหลังเดินทางมาถึงหรือในกรณีหากันไม่เจอ หากวางแผนว่าจะนำมือถือและ SIM มาจากไทยและเปิด roaming ไว้ ก็อาจให้เบอร์กับ volunteer ผู้นั้นไว้ด้วย และหากเดินทางมามากกว่าหนึ่งคน ควรแจ้งจำนวนคนและจำนวนกระเป๋าให้ volunteer ทราบด้วยเพราะอาจต้องใช้รถ 2 คันมารับ (หากไม่ได้นำมือถือและ SIM ที่เปิด roaming มาด้วย และหา volunteer ที่จุดที่นัดพบกันไม่เจอแม้จะรอนานพอสมควรแล้ว อาจลองหาโทรศัพท์ในสนามบินติดต่อมือถือของคนที่มารับก็ได้)

เนื่องจากการมารับที่สนามบินของ ThaiSA เป็นการให้ความช่วยเหลือแบบอาสาสมัคร ดังนั้น หาก flight มีการ delay หรือมีการเปลี่ยนแปลงแผน หรือไม่จำเป็นต้องให้ใครมารับแล้ว ควรแจ้งกับ volunteer (และ cc. thaisa@umn.edu) ให้ทราบล่วงหน้า ที่ผ่านมามีบางคนที่มีคนอื่นมารับแทนแล้วแต่ไม่ได้แจ้งยกเลิก volunteer จึงทำให้ volunteer ซึ่งอุตส่าห์มาช่วยรับ หาไม่เจอ ต้องเที่ยวหา เสียเวลา จนมารู้ภายหลังว่ามีคนอื่นไปรับแล้วแต่ไม่ได้แจ้งยกเลิกไว้ บางครั้ง flight ที่มาถึงเป็น flight ตอนเช้ามืด volunteer ต้องตื่นแต่เช้า หรือบางครั้งก็ต้องยอมเสียเวลาทำงานอื่นของตัวเอง ดังนั้น ควรเกรงใจกันด้วยนะครับ

หากประสงค์จะเดินทางจากสนามบินมายังที่พักเอง มีทางเลือก 2-3 ทางครับ ทางแรกคือนั่ง taxi จากสนามบินมายังที่พัก (โดยมากค่า taxi จากสนามบินมายัง Downtown Minneapolis อาจมีราคา $30-$50 แล้วแต่สถานที่และการจราจร ไม่รวมทิปอีกประมาณ 10%) หรือนั่ง Shuttle (จากสนามบินมายัง Minneapolis หรือ St. Paul หรือ UMN ใช้บริการ Blue Van ของ SuperShuttle) ค่าใช้จ่ายประมาณ $18 ต่อคน ซึ่งสามารถจองล่วงหน้าผ่านเว็บได้ (แต่อาจซื้อจากสนามบินโดยไม่ต้องจองล่วงหน้าก็ได้) ศึกษารายละเอียดของ SuperShuttle ที่นี่ (สำหรับผู้ที่เป็น student/scholar ของ Mayo Clinic ที่เมือง Rochester หรือเมืองอื่นนอก Twin Cities ศึกษาข้อมูลบริษัท Shuttle ที่เหมาะสมและการใช้บริการจากเว็บของสนามบิน MSP)

อีกทางหนึ่งคือใช้ public transportation เช่น light rail (รถไฟฟ้า) ซึ่งวิ่งจากสนามบินมายัง Downtown Minneapolis ตามอัตราในขณะที่ผมเขียนโพสต์นี้ เสียค่าใช้จ่าย $1.75-$2.25 ต่อคน แล้วแต่ว่าเป็น rush hour หรือไม่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที เมื่อมาถึง Downtown Minneapolis แล้วก็นั่งรถเมล์ต่อไปยังที่พัก (อัตราค่าใช้จ่ายเหมือน light rail แต่หากจ่ายค่าตั๋วจาก light rail แล้ว สามารถใช้ตั๋วหรือ transfer ใบนั้นขึ้นรถเมล์ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วรถเมล์ใหม่) หากต้องการศึกษาเส้นทางของรถเมล์สายต่างๆ, วิธีการขึ้นรถเมล์หรือ light rail, อัตราค่าเดินทาง หรือตรวจสอบว่าจะต้องเดินทางด้วยรถเมล์สายใด ศึกษาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของ Metro Transit ครับ (อาจใช้ Google Maps เลือก “Get directions” และเลือก “By public transit” เพื่อแนะนำสายรถเมล์แทนก็ได้)

ในปี 2011 ทาง UMN ISSS เปิดให้บริการรถรับ-ส่ง international students จากสนามบิน MSP มายัง U of M Minneapolis, East Bank campus เฉพาะในช่วงวันเวลาที่เปิดให้บริการ โดยทาง ISSS แนะนำให้จองล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ก่อน ดูข้อมูลได้ที่นี่ (หรือที่นี่) ทั้งนี้ ผมเข้าใจว่าบริการนี้มีให้เฉพาะ international students ของ U of M เท่านั้นนะครับ น่าจะไม่รวมญาติหรือผู้ที่ไม่ใช่ UMN international students เนื่องจากบริการนี้เป็นบริการใหม่ ผมเองยังไม่แน่ใจว่าจะมีขึ้นทุกปีหรือไม่ ผู้ที่จะเดินทางมายัง MN ในปีต่อๆ ไป หลังจากปี 2011 นี้ จึงควรตรวจสอบกับ ISSS ให้แน่ใจก่อน (และคนที่มานอกช่วงเวลาที่ประกาศเปิดให้บริการก็คงต้องหาทางเลือกอื่นเอง)

อีกหนึ่งช่องทางสุดท้าย (ที่ผมนึกออก) สำหรับการเดินทางด้วยตัวเองคือการเช่ารถ rental car มาเอง วิธีนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนที่มีผู้ติดตามหลายคนและอาจต้องการความสะดวกในการเดินทางในช่วงแรกๆ ที่เดินทางมาถึง ดูข้อมูลเรื่อง car rental ของสนามบิน MSP ที่นี่ อย่าลืมว่าต้องมี international driver’s license ที่ออกให้ที่เมืองไทย และใบขับขี่ที่เมืองไทยออกให้ พกมาด้วย จึงจะขับรถใน Minnesota ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนะครับ (รายละเอียดเรื่องใบขับขี่ ผมจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไปครับ)

มีข้อควรทราบเล็กน้อยว่า Twin Cities เป็นเมืองที่ไม่ได้มี taxi ตามท้องถนนให้โบกเรียกได้เหมือนกรุงเทพฯ หรือ New York City นะครับ หากจะใช้บริการ taxi ก็ต้องนั่งจากสนามบินหรือโทรศัพท์เรียกโดยตรงครับ

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการเดินทาง (ground transportation) จากสนามบิน MSP ได้ที่นี่

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางจากสนามบิน จากเว็บไซต์ของ UMN ISSS

ตอนถัดไป: Part 8

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 6

ตอนที่แล้ว: Part 5

2. Travel Plan (ต่อ)

2.2 Purchase travel tickets and study baggage requirements

เมื่อกำหนดวันเดินทางคร่าวๆ ได้แล้ว ก็ควรรีบจองตั๋วเครื่องบินแต่เนิ่นๆ สนามบินหลักของ Minnesota คือ Minneapolis-St. Paul International Airport (Airport Code: MSP) ดูรายชื่อสายการบินที่ให้บริการ ณ สนามบินนี้ที่นี่

Minneapolis/St. Paul เป็น hub หลักของสายการบิน Delta Air Lines (ก่อนหน้านี้เป็น hub ของสายการบิน Northwest Airlines ซึ่งปัจจุบันได้ควบรวมกิจการกับ Delta) ซึ่งทางเลือกหนึ่งคือการเดินทางด้วยสายการบิน Delta จากสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) ผ่าน transit ที่สนามบินนะริตะ (Narita International Airport: NRT) มายัง Minneapolis/St. Paul (MSP)

สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาลและข้าราชการที่เบิกค่าใช้จ่ายได้ อาจจะต้องเลือกเดินทางด้วยสายการบินไทยก่อนตามระเบียบกระทรวงการคลัง ก็สามารถเดินทางด้วย direct flight ของสายการบินไทยจากสนามบินสุวรรณภูมิ มายังสนามบิน Los Angeles International Airport (LAX) แล้วเดินทางต่อด้วยสายการบินอื่นมายัง MSP ก็ได้ (ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าเดินทางด้วยสายการบินอื่น)

นอกจากนี้ ยังอาจเลือกเดินทางด้วยสายการบินอื่นที่มีราคาถูกกว่าแล้ว connect flight ด้วยอีกสายการบินหนึ่งก็ได้ สอบถามรายละเอียดเรื่องการจองตั๋วจาก travel agent ในประเทศไทย, ตรวจสอบราคาและ seat availability จากเว็บไซต์ของสายการบินต่างๆ เช่น Delta, American Airlines, Thai Airways หรือหาข้อมูล flights จากเว็บไซต์จำหน่ายตั๋วเครื่องบินออนไลน์ เช่น Kayak.com, Expedia.com หรือ Orbiz.com (ณ วันที่เขียนโพสต์นี้ Priceline.com และ Travelocity.com ซึ่งเป็นอีกสองเว็บจำหน่ายตั๋วเครื่องบินออนไลน์ที่ได้รับความนิยม ยังไม่เปิดจำหน่ายตั๋วที่เดินทางจาก BKK ไปยังสหรัฐฯ ครับ)

นอกจากค่าตั๋วเดินทางแล้ว อย่าลืมศึกษารายละเอียดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขต่างๆ ในการเดินทางที่อาจเป็นข้อจำกัดด้วย เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกเที่ยวบิน (flight change/cancellation policy, refunds, fees, and insurance/protection options), จำนวน ขนาด และน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำขึ้นได้ทั้งที่เป็น checked baggages และ carry-on, ค่าธรรมเนียมสำหรับกระเป๋า 2 ใบแรก (ถ้ามี), ค่าปรับสำหรับกระเป๋าใบถัดไป (additional bags) กระเป๋าที่น้ำหนักเกิน (overweight) หรือกระเป๋าที่มีขนาดใหญ่กว่าที่กำหนด (oversized) [หากเข้าหลายเงื่อนไข เช่น เป็นใบที่สาม และน้ำหนักเกินด้วย อาจมีค่าปรับหลายส่วน] และสิ่งที่ห้ามนำไปในการเดินทาง (prohibited items)

สายการบินส่วนใหญ่ใช้ electronic ticket (e-ticket) เป็นหลัก เมื่อจองตั๋วได้แล้ว อย่าลืม print e-ticket (สำหรับการ check-in) และ print itinerary (สำหรับเป็น document ของตนเองตอนเดินทาง เพราะหากต้อง transit หลายเที่ยว อาจจะจำรายละเอียดไม่ได้และต้องใช้อ้างอิงเมื่อมีปัญหา เช่น flight delay เป็นต้น)

บางสายการบินสามารถ check-in online ได้ล่วงหน้าก่อนเวลาเดินทาง (โดยมากจะภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเวลาเดินทาง) ซึ่งแม้โดยทั่วไปจะต้องไปติดต่อที่เคาน์เตอร์เช็คอินที่สนามบินเพื่อ load กระเป๋าอยู่แล้ว แต่หากสามารถ check-in online ได้ล่วงหน้า ก็จะลดขั้นตอนและความวุ่นวายในวันเดินทางได้ ในบางกรณีอาจได้คิวพิเศษที่เร็วกว่าผู้ที่ต้อง check-in ที่เคาน์เตอร์ (และสำหรับบางสายการบิน อาจสามารถเลือกที่นั่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้นด้วย) ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ online check-in จากเว็บไซต์ของสายการบินนั้นๆ (ถ้ามี) เมื่อ check-in แล้ว อย่าลืม print boarding pass เพื่อยื่นที่เคาน์เตอร์เช็คอินตอน load กระเป๋าด้วย หากไม่มี printer โดยทั่วไปแล้วก็สามารถ check-in online ได้เลย แล้วค่อยมาขอ boarding pass ที่เคาน์เตอร์ในวันเดินทางอีกที (หรือในบางสนามบินอาจมี self-service kiosk เพื่อ print boarding pass หรือแก้ไขรายละเอียดในการ check-in เช่น จำนวนกระเป๋า ฯลฯ ได้)

ตอนถัดไป: Part 7

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 5

ตอนที่แล้ว: Part 4

2. Travel Plan

2.1 Determine Arrival Date

การกำหนดวันเดินทาง เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องรีบวางแผน เพราะมีผลต่อ timeline ในการเตรียมตัว และอาจเป็นข้อมูลที่มีการถามตอนสัมภาษณ์วีซ่าได้ครับ

มีปัจจัยอยู่ 2-3 ข้อที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกวันเดินทางมาถึงสหรัฐฯ (arrival date) ข้อมูลบางส่วนผมนำมาจากเว็บไซต์ของ ISSS ของ University of Minnesota ครับ

1. วัน arrival date จะต้องไม่ผิดระเบียบ immigration ของสหรัฐฯ กล่าวคือ

  • สำหรับ F-1 students จะเข้าสหรัฐฯ ได้ ไม่ก่อน 30 วันก่อนวัน “report by” date ที่ระบุใน I-20 และห้ามเข้าสหรัฐฯ หลังวัน “report by” (“report by” date – 30 days <= arrival date <= “report by” date)
  • สำหรับ J-1 students & scholars จะเข้าสหรัฐฯ ได้ ไม่ก่อน 30 วันก่อนวัน start date ใน DS-2019 และห้ามเข้าสหรัฐฯ หลัง 25 วันถัดจากวัน start date (start date – 30 days <= arrival date <= start date + 25 days)
  • อย่าลืมดูกำหนดการรายงานตัว (document check) และการ attend orientation session ของมหาวิทยาลัยด้วย โดยทั่วไปควรกำหนดวันเดินทางมาถึงให้ก่อนวันที่มหาวิทยาลัยจัดให้มี orientation รอบสุดท้าย และวัน orientation ของ school/program (ถ้ามี) อย่างน้อย 2-3 วันทำการ หากไม่สามารถเดินทางมาถึงก่อนวัน orientation ได้ ควรติดต่อทางมหาวิทยาลัย (UMN ISSS) และ/หรือ ทาง school/program ไว้ด้วย

2. ควรเผื่อเวลาสำหรับการรายงานตัวและการเตรียมตัวเรื่องอื่นๆ อย่างน้อย 5-10 วัน หากเป็นไปได้

  • เผื่อเวลา recover สำหรับ jetlag
  • ขั้นตอนการรายงานตัวและดำเนินการตามระเบียบของมหาวิทยาลัย (สำหรับ University of Minnesota มี 2 เรื่องที่อาจใช้เวลา คือ การนัดตรวจที่คลินิกเพื่อทำ skin test และการ attend international student orientation session ซึ่งจำเป็นสำหรับการ “ปลด hold” เพื่อให้สามารถลงทะเบียนเรียนได้)
  • กำหนดการ attend orientation เฉพาะของ school และ/หรือ program นั้นๆ (กำหนดการ ขั้นตอน และเงื่อนไขความจำเป็นว่าต้องเข้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ school และ program)
  • เผื่อเวลาสำหรับการหาที่พัก หากยังไม่ได้ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง
  • เผื่อเวลาสำหรับการลงทะเบียนเรียน (สำหรับ University of Minnesota โดยทั่วไปจะต้องลงทะเบียนเรียนให้เสร็จสิ้นภายในวันจันทร์แรกถัดจากวันเปิดเรียน แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปสำหรับบาง school เช่น Law School, Medical School หรือ Carlson School of Management)
  • เผื่อเวลาสำหรับการติดต่อขอเข้าไปพบหัวหน้าโปรแกรม (Director of Graduate Studies) หรือ advisor (ถ้ามีการกำหนด advisor แล้ว) โดยทั่วไปไม่ได้ถึงกับ “จำเป็น” ต้องเข้าพบก่อนเปิดเรียน แต่ผมก็แนะนำอย่างยิ่งให้หาโอกาสเข้าไปแนะนำตัว ทำความรู้จัก รวมทั้งสอบถามปัญหาหรือฟังคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องต่างๆ
  • เผื่อเวลาสำหรับการดำเนินการเรื่องการทำงาน (employment) หรือการเป็น Teaching Assistant/Research Assistant (If applicable)
  • เผื่อเวลาสำหรับการจัดการเรื่อง prerequisites ต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขในการรับเข้าโปรแกรม ถ้ามี เช่น เรื่องภาษา (ดูข้อมูลจาก UMN ISSS)
  • เผื่อเวลาสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร ซึ่งกว่าจะ process ขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วน (เช่น ได้รับสมุดเช็คและบัตร check card หรือสามารถถอนเงินจาก check/draft/money order ที่นำเข้ามา) อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์
  • หากเป็นไปได้ ควรเผื่อเวลาสำหรับปัญหาระหว่างเดินทาง เช่น flight delays จากสภาพอากาศหรือเหตุผลอื่นด้วย แม้ในช่วงเวลา mid-to-late August ของ Minnesota ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนไทยที่จะเข้าเรียนในช่วง Fall มักจะเดินทางมาถึงเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปจะเป็น late summer/early fall ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาสภาพอากาศนัก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมี thunderstorms ที่อาจเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางได้ หรือหาก transit ผ่านเมืองอื่นก็อาจมีปัญหาสภาพอากาศได้เช่นกัน (เช่น Hurricane สำหรับ flights ที่ผ่านรัฐที่อยู่ใกล้มหาสมุทร หรือแผ่นดินไหวสำหรับ flights ที่ผ่านญี่ปุ่น เป็นต้น)

การกำหนดวันเดินทางที่แน่นอนคงต้องขึ้นอยู่กับตั๋วที่จองได้จากสายการบินด้วย (ดู Part 6 สำหรับเรื่องการจองตั๋วเดินทาง)

ยิ่งเดินทางเข้าสหรัฐฯ เร็วเท่าไร (ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ผิดระเบียบ immigration) ก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวและ settle down รวมทั้ง familiarize กับความเป็นอยู่ใน Minnesota และ on campus รวมทั้งทำความรู้จักกับนักเรียนไทยหรือคนอื่นๆ มากขึ้นเท่านั้น ระยะเวลาที่ผมแนะนำคือ 2-3 สัปดาห์ก่อนเปิดเรียนครับ

Update 17 ก.ค. 2554: เพิ่มเติมเรื่องการเผื่อเวลาสำหรับปัญหาระหว่างเดินทาง

ตอนถัดไป: Part 6

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 4

ตอนที่แล้ว: Part 3

1. Regulatory Requirements (ต่อ)

1.4 Complying with Other Regulatory Requirements

ผมได้กล่าวถึงขั้นตอนการขอวีซ่าสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวีซ่าและเรื่องตรวจคนเข้าเมืองที่ควรทราบ ซึ่งจะขอเล่าในโพสต์นี้ครับ

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนครับ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องวีซ่า คือสถานทูตและสถานกงสุลต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของ Department of State (กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ) ในขณะที่การดูแลเรื่องศุลกากร (customs) และการตรวจคนเข้าเมือง (immigration) ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (port of entry) เป็นหน้าที่ของ U.S. Customs and Border Protection หรือ CBP (เทียบได้กับลูกผสมของ 2 หน่วยงานของไทยเรา คือ กรมศุลกากรและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.) ซึ่งทำงานร่วมกับ U.S. Immigration and Customs Enforcement (ICE) นอกจากนี้ ภารกิจด้านการขอสัญชาติและการดูแลภาพรวมเกี่ยวกับ immigration (โดยมากจะเป็นเรื่องการขอสัญชาติ การขอ green card หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับคนเข้าเมืองเป็นหลัก) ก็เป็นหน้าที่ของอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย คือ U.S. Citizenship and Immigration Services (USCIS) ซึ่งทั้ง CBP, ICE และ USCIS เป็นหน่วยงานภายใต้ความดูแลของ Department of Homeland Security (กระทรวงความมั่นคงภายในของสหรัฐฯ) อีกหน่วยงานที่อาจจะได้สัมผัสเมื่ออยู่ที่สนามบินในสหรัฐฯ คือ Transportation Security Agency (TSA) เป็นหน่วยงานภายใต้ Homeland Security เช่นกัน มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงทั่วไปของสนามบินและโครงสร้างการคมนาคม แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองโดยตรง

มาดูรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองและการเดินทางที่ควรทราบล่วงหน้าครับ ข้อมูลส่วนใหญ่มาจาก Customs and Border Protection (CBP)

CBP ระบุขั้นตอนการเดินทางเข้าประเทศ (arrival procedures) ของ students (F-1, M-1) หรือ exchange visitors (J-1) ไว้ดังนี้

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

  • ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ ตรวจสอบว่า passport และ nonimmigrant visa ยังคง valid อยู่ สำหรับการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ทั้งนี้ passport ควรจะ valid อย่างน้อย 6 เดือนหลังจากวันสุดท้ายที่จะอยู่ในสหรัฐฯ (ความเห็นส่วนตัวของผม แต่ไม่รับรองความถูกต้อง: เนื่องจากระยะเวลาการศึกษาอาจจะนานหลายปี และจริงๆ สามารถทำ passport ใหม่ที่สถานทูต/สถานกงสุลไทยในสหรัฐฯ ได้ ดังนั้น หาก passport หมดอายุในอีก 1-2 ปีข้างหน้า น่าจะไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้า passport กำลังจะหมดอายุในเร็วๆ นี้ เช่น น้อยกว่า 1 ปี อาจจะเสี่ยงที่จะมีปัญหาตอนเข้าประเทศได้ครับ ลองสอบถามกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศดูว่าสามารถทำหนังสือเดินทางใหม่ได้หรือไม่หากมีข้อกังวลในเรื่องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ แต่เล่มเก่ายังไม่หมดอายุ)

หมายเหตุ กรมการกงสุลอธิบายว่า ระยะเวลา 6 เดือน เป็น “หลักปฏิบัติและเป็นกฎเกณฑ์สำหรับบางประเทศที่จะต้องมีหนังสือเดินทางที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนก่อนการเดินทางออกนอกประเทศ หากหนังสือเดินทางกำลังจะหมดอายุก่อน จะต้องต่ออายุ หรือยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางใหม่”

  • ตรวจสอบดูว่า visa ระบุประเภทของ visa อย่างถูกต้อง
  • ถ้าใน visa มีการระบุชื่อสถาบันการศึกษาที่จะเข้าศึกษา หรือระบุโครงการแลกเปลี่ยนที่เข้าร่วมไว้ ตรวจดูให้แน่ใจว่าข้อมูลนี้ถูกต้องตามความเป็นจริงเช่นกัน หากมีความคลาดเคลื่อนหรือข้อกังวลว่าอาจเกิดปัญหา ควรติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลเพื่อขอ visa ใหม่
  • Students และ exchange visitors ที่เดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกภายใต้ nonimmigrant visa อันนี้ จะเดินทางเข้ามาได้เฉพาะภายใน 30 วันก่อนวันเปิดเทอมหรือวันเริ่มโครงการ (program start date) ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ดู program start date ใน I-20 หรือ DS-2019
  • เมื่อได้รับ nonimmigrant visa เจ้าหน้าที่จะใส่เอกสาร I-20 หรือ DS-2019 ไว้ในซองปิดผนึง และแนบกับ passport เราไม่ควรเปิดซองนี้เอง เจ้าหน้าที่ CBP จะเป็นคนเปิดซอง [คำแนะนำข้อนี้ปรากฏในเว็บของ CBP แต่เท่าที่ผมทราบ ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงแล้วเพราะจะให้เอกสารคืนมากับเราพร้อม passport ที่ติด visa แล้ว แต่จะไม่ได้ใส่ในซองปิดผนึก]
  • ขณะเดินทาง ควรถือเอกสารบางอย่างไว้กับตัว อย่าใส่ไว้ในกระเป๋าที่โหลดลงใต้เครื่อง เพราะถ้ากระเป๋าสูญหายหรือ delay ไป ไม่ได้มาพร้อมกับเรา เราจะถือเอกสารไปให้เจ้าหน้าที่ CBP ไม่ได้ และอาจเข้าประเทศไม่ได้ (ความเห็นส่วนตัวของผม: นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เดินทางโดยเที่ยวบินที่เข้าสหรัฐฯ ที่สนามบิน Minneapolis-St.Paul International Airport โดยตรง ก่อนจะเข้าไปยังพื้นที่ baggage claim ได้ จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองก่อน จึงควรถือเอกสารไว้กับตัว)

เอกสารที่ควรถือไว้กับตัว

  • Passport (รวมทั้ง nonimmigrant visa และเอกสารอื่นที่แนบอยู่กับ passport ถ้ามี)
  • SEVIS Form I-20AB, I-20MN หรือ DS-2019
  • *สำหรับผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องมี visa ที่ถือ SEVIS Form I-20AB, I-20MN หรือ DS-2019 ที่ออกให้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2004 เป็นต้นไป ที่เข้าสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกภายใต้ visa นี้ ควรถือ Form I-797, Receipt Notice หรือ Internet Receipt verifying SEVIS Fee payment มาด้วย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SEVP/SEVIS Program Information ที่นี่ (โดยทั่วไป ข้อนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถือสัญชาติไทย แต่หากมีเอกสารดังกล่าวอยู่แล้วก็ควรนำติดตัวมาด้วย เผื่อจำเป็น)
  • +หลักฐานทางการเงิน (เช่น bank statement หรือหนังสือรับรองทุน ถ้ามี)
  • *หลักฐานที่พิสูจน์สถานภาพ Student/Exchange Visitor เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าลงทะเบียนเมื่อเร็วๆ นี้ หรือ transcript (ในข้อนี้ สำหรับนักเรียนที่เดินทางมาใหม่ อาจยังไม่มีเอกสารดังกล่าว เพราะยังไม่ได้ชำระค่าลงทะเบียน และไม่มี transcript  จึงไม่เป็นไร แต่หากเป็นนักเรียน existing student ที่เดินทางกลับสหรัฐฯ ควรถือ unofficial transcript ไว้ด้วย (สำหรับ University of Minnesota สามารถ print ได้ที่นี่)
  • ชื่อและข้อมูลการติดต่อสำหรับ Designated School Official (DSO) หรือ Responsible Officer (RO) ที่สถาบันที่จะมาศึกษา (อาจใช้ข้อมูลใน I-20 หรือ DS-2019 หรือหากมีข้อมูลของ program director ก็บันทึกมาด้วย)
  • ปากกา
  • #ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ (mailing address) ของที่พักที่จะมาค้าง ซึ่งอาจเป็น apartment ที่จะเข้าพัก หรือหากยังไม่มีที่อยู่ถาวรก็อาจจดที่อยู่ของบ้านเพื่อนที่จะมาค้างด้วย หรือโรงแรมที่จะมาพัก ก็ได้ครับ ข้อมูลนี้ต้องใช้ตอนกรอกแบบฟอร์มบนเครื่อง (ดูรายละเอียดข้างล่าง) ซึ่งบางคนจะลืมจดที่อยู่มา ทำให้ต้องเขียนที่อยู่มั่วหรือที่อยู่ของสถาบันการศึกษาไป ซึ่งผมไม่แนะนำ
ข้อที่ผมทำเครื่องหมาย * ไว้หน้าข้อ คือกรณีที่โดยมากจะไม่เกี่ยวข้องกับนักเรียนไทยที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ภายใต้ visa นี้เป็นครั้งแรก
ข้อที่ผมทำเครื่องหมาย + ไว้หน้าข้อ คือกรณีที่โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่อาจไม่ขอดูเอกสารดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ขอดูเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจ หากมีเอกสารดังกล่าว จึงควรนำมาด้วย
ข้อที่ผมทำเครื่องหมาย # ไว้หน้าข้อ คือที่ผมเพิ่มเติมมาเองครับ
ขั้นตอนขณะเดินทาง
ในการเดินทางด้วยสายการบิน พนักงานบนเครื่องบินจะแจกฟอร์ม CF-6059 Customs Declaration Form และ Form I-94 Arrival-Departure Record เพื่อประโยชน์สำหรับการตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเครื่องจะ land ที่สนามบินแรกที่มาถึงในสหรัฐฯ โดยให้กรอกแบบฟอร์มเหล่านี้ในขณะที่อยู่บนเครื่อง (อย่าลืมว่าคำแนะนำข้างบนระบุแล้วว่าควรพกปากกาขึ้นเครื่องมาด้วย) และยื่นแบบฟอร์มให้กับเจ้าหน้าที่ Customs and Border Protection (CBP) ตอนที่เดินทางมาถึง หากไม่แน่ใจในการกรอกแบบฟอร์ม สอบถามพนักงานบนเครื่องบินได้ครับ ทั้งนี้ ฟอร์ม I-94 จะมีช่องให้ระบุ address ซึ่งควรระบุที่อยู่ที่จะพักในสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง (ไม่ใช่ที่อยู่ของสถาบันการศึกษาหรือหัวหน้าโปรแกรม) หากยังไม่มีที่อยู่ถาวร สามารถระบุที่อยู่ชั่วคราว เช่น บ้านเพื่อน โรงแรม ฯลฯ ได้ นั่นหมายความว่าก่อนเดินทาง อย่าลืมจดที่อยู่ของที่พักติดตัวด้วย (ตามที่ผมแนะนำข้างบน)
หมายเหตุ ฟอร์ม CF-6059 Customs Declaration Form เป็นแบบฟอร์มที่จะให้เรา declare ว่าเรานำสิ่งของต้องสำแดง (declare) ตามระเบียบของสหรัฐฯ เข้าประเทศ หรือมีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อโรค สัตว์ วัชพืช หรือพืช บางประเภทเข้าประเทศ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาหรือไม่ ซึ่งสิ่งของที่ต้อง declare รวมถึงอาหารบางประเภท สินค้าเกษตร เงินหรือเอกสารทางการเงินเกินจำนวนที่กำหนด เป็นต้น ดูข้อมูลเกี่ยวกับการนำอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรเข้าประเทศ (See also การนำอาหารเข้าประเทศ), สิ่งที่ห้ามนำเข้าสิ่งที่ต้อง Declare, การ declare เงินหรือเอกสารทางการเงิน (ซึ่งรวมถึง traveler’s check และ money order)Traveler’s Checklistตัวอย่างฟอร์ม CF-6059 และคำแนะนำในการกรอก (PDF) (See also Web version), คำแนะนำในการกรอก Form I-94
เมื่อเดินทางมาถึง port-of-entry แล้ว หลังออกจากเครื่องก็เดินตามทางที่กำหนดใน terminal สำหรับผู้โดยสารขาเข้า เพื่อเข้าแถวรับการตรวจ (หากมี dependents มาด้วยก็เข้าไปด้วยกันเลย) เมื่อเข้าใกล้เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามี: passport, SEVIS Form I-20 หรือ DS-2019, Form I-94 Arrival-Departure Record ที่กรอกแล้ว และ CF-6059 Customs Declaration Form ที่กรอกแล้วเช่นกัน แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ CBP
หากเดินทางเข้าสหรัฐฯ ทางบกหรือทางเรือ เจ้าหน้าที่ CBP จะแจกฟอร์ม CF-6059 Customs Declaration Form และ Form I-19 Arrival-Departure Record ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หากไม่เข้าใจแบบฟอร์ม ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ CBP ครับ
ตอนตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะถามเหตุผลที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ และรายละเอียดเกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง ซึ่งเราควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ไปว่าเราเป็น student หรือ exchange visitor และหากถามก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของโรงเรียนหรือ exchange visitor program ที่เราจะไปครับ (ข้อมูลนี้มีอยู่แล้วใน I-20 หรือ DS-2019)

เมื่อขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะ

  • ประทับตรา SEVIS Form ใน passport แล้วเขียนว่า “D/S” (Duration of Status) สำหรับผู้ถือวีซ่า F และ J (สำหรับนักท่องเที่ยว ปกติเจ้าหน้าที่จะระบุเวลาที่อนุญาตให้เราอยู่ในสหรัฐฯ เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน แต่สำหรับ student และ exchange visitor ซึ่งสถานภาพอาจไม่สามารถระบุเป็นระยะเวลาที่ชัดเจนได้แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะจบการศึกษาหรือสิ้นสุด exchange program เมื่อใด เจ้าหน้าที่จึงเขียนว่า D/S หรือ Duration of Status แทน ซึ่งหมายความว่า เราสามารถอยู่ในสหรัฐฯ ได้ตราบเท่าที่เรายังคงสถานภาพ student หรือ exchange visitor ตาม visa นี้ (และจริงๆ เมื่อ complete study/program แล้วจะมี grace period ให้อีก 60 วัน สำหรับ F-1 student และ 30 วัน สำหรับ J-1 student)
  • ประทับตรา SEVIS Form ให้ 30 วัน หลังวันสิ้นสุดโปรแกรม สำหรับผู้ถือวีซ่า M โดยระยะเวลาทั้งหมดไม่เกิน 1 ปี
  • ประทับตราใน Form I-94 แล้วแม็กติดกับ passport ของเรา (Form I-94 จะต้องติดอยู่กับ passport ของเราตลอดเวลา จนกว่าเราจะออกนอกสหรัฐฯ ครั้งถัดไป ห้ามสูญหายโดยเด็ดขาด)
  • คืน SEVIS Form (I-20 หรือ DS-2019) ให้กับเรา
Secondary Inspection Requirements
หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลของเราได้จนพอใจ หรือเรามีเอกสารที่จำเป็นไม่ครบถ้วน เราอาจถูกพาไปสัมภาษณ์ในพื้นที่ที่เรียกว่า “secondary inspection” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและยืนยันข้อมูลต่างๆ อีกครั้ง ซึ่งแยกออกจากคิวตรวจตอนแรกเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาคนอื่น

ทาง CBP แนะนำว่าเราควรจะมีชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของ foreign student advisor ของสถาบันการศึกษาของเรา หรือผู้ที่ดูแลเรื่อง J-1 Exchange Visitor Program เผื่อว่าการรับเป็นนักเรียนหรือ exchange visitor ของเราต้องได้รับการตรวจสอบ นอกจากนี้ หากเราเดินทางมาถึงนอกเวลาทำการ (กลางคืน, เสาร์อาทิตย์, วันหยุด holidays) เราควรจะมีเบอร์โทรศัพท์ของคนคนนี้ที่เราสามารถติดต่อได้นอกเวลาทำการ (สำหรับ University of Minnesota ดูที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ในเวลาทำการของ International Student and Scholar Services หรือ ISSS ที่นี่ สำหรับเบอร์ติดต่อนอกเวลา ไม่มีข้อมูลครับ แต่โดยทั่วไปหากเอกสารทุกอย่างครบถ้วนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่ต้องติดต่อ ISSS ครับ)

หากไม่สามารถยื่นเอกสารต่างๆ ได้ครบถ้วนและปฏิบัติตามขั้นตอนการเข้า/ออกประเทศ อาจเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้เราเดินทางเข้าสหรัฐฯ แต่ในบางกรณี หากเราให้ความร่วมมือและมีเอกสาร “เกือบ” ครบถ้วน แต่ไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่อาจออก Form I-515A Notice to Student or Exchange Visitor ให้ และอนุญาตให้เราเข้าประเทศชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน แต่เราจะต้องรีบยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องในทันทีที่ทำได้ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในแบบฟอร์มนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้

Continuing Students

สำหรับนักเรียนในปัจจุบันที่เคยเข้าประเทศด้วย visa นี้แล้ว แต่กำลังจะเดินทางออกนอกสหรัฐฯ จะต้องไปพบเจ้าหน้าที่ foreign student advisor (สำหรับ University of Minnesota ติดต่อ ISSS) เพื่อขอลายเซ็นอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ ลายเซ็นนี้จะปรากฏอยู่ในหน้า 3 ของ I-20 หรือหน้า 1 ของ DS-2019 เมื่อเราออกนอกสหรัฐฯ แล้วเดินทางกลับเข้าสหรัฐฯ เราจะต้องยื่นฟอร์ม I-20 หรือ DS-2019 ที่มีลายเซ็นนี้ เพื่อแสดงว่าเรายังมีสถานภาพเป็นนักเรียนของสถาบันหรือโปรแกรมนั้นๆ อยู่ (ลายเซ็นนี้จะ valid เป็นเวลา 1 ปี หลังวันที่ลงนาม นับถึงวันที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ)

ตอนถัดไป: Part 5

%d bloggers like this: