Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 10

ตอนที่แล้ว: Part 9

3. University Requirements and Procedures (ต่อ)

3.3 Study Reporting Procedures

สำหรับ U of M students เมื่อเดินทางมาถึง Minnesota แล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรกๆ คือไปรายงานตัวเพื่อ document check กับทาง International Student and Scholar Services (ISSS) ทั้งนี้ เพราะขั้นตอน document check เป็นขั้นตอนแรกที่บอกทาง U of M ว่าเราเดินทางมาถึงแล้วและยื่นเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย หากยังไม่ทำ document check ก็จะไม่สามารถดำเนินการเรื่องสำคัญๆ เช่น ลงทะเบียนเรียน, ทำบัตร Student ID (U Card) ฯลฯ ได้ ดังนั้น ผมจึงแนะนำว่าควรจะศึกษารายละเอียดขั้นตอนของ document check ล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพื่อจะได้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พร้อม และวางแผนได้ล่วงหน้าว่าเมื่อเดินทางมาถึงแล้ว จะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ

โดยทั่วไปในเอกสารที่มากับ acceptance letter จะมีคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการเมื่อมาถึง Minnesota ผมแนะนำให้อ่านเอกสารนี้โดยละเอียดก่อนเดินทางครับ พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ISSS ดังนี้: ข้อมูลทั่วไปรวมทั้งวันเวลาสำหรับ document check และคำอธิบายเกี่ยวกับ document check

ขั้นตอนการ document check กับทาง ISSS ของ international students โดยทั่วไปก็คือการยื่นเอกสารต่างๆ เช่น

  • Passport (รวมทั้ง visa และ I-94 ที่ติดกับ passport; ดู Part 4 สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับ I-94)
  • I-20 หรือ DS-2019
  • Acceptance letter (สังเกต Student ID ใน acceptance letter ด้วย)
  • เอกสารของ dependents (ถ้ามี) เช่น passport, I-94, visa และ I-20 หรือ DS-2019
  • หนังสือรับรองทุน (Sponsor letter) เฉพาะกรณีนักเรียนทุนที่รัฐบาลหรือต้นสังกัดจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับ U of M โดยตรง
  • I-20 หรือ DS-2019 ของสถาบันการศึกษาที่ย้ายมา กรณีย้าย (transfer) มาจากสถาบันการศึกษาอื่น
  • เอกสารอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องเฉพาะกรณี
เมื่อแจ้งว่ามา document check และยื่นเอกสารเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ ISSS จะให้กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มแล้วส่งคืน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารต่างๆ และเข้ามาพบเพื่ออธิบายกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ นัดหมายเรื่องวันปฐมนิเทศของนักเรียนต่างชาติ (International Student Orientation Program) รวมทั้งแนะนำการดำเนินการเรื่องต่างๆ กับทาง U of M หากคิวไม่ยาว น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เสร็จสิ้น

สำหรับผู้ที่มาในฐานะ visiting scholar เช่น J-1 Scholar ที่ไม่ใช่นักเรียน F-1 หรือ J-1 Student ขั้นตอนการรายงานตัวจะคล้ายคลึงกันแต่ไม่ละเอียดเท่าครับ ทั้งนี้เพราะกฎระเบียบสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักเรียน จะไม่ซับซ้อนเท่า

ในบางช่วงเวลา ISSS อาจกำหนดว่าต้องนัดล่วงหน้า (เช่น ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้ username, password จาก Part 9) แต่ในบางช่วงเวลาอาจไม่จำเป็นต้องนัดล่วงหน้า สามารถ walk-in ได้ ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ของ ISSS หรือโทรศัพท์สอบถาม ISSS ให้แน่ใจครับ ถ้าจำเป็นต้องนัดในวันและเวลาที่วางแผนว่าจะมาพบ ISSS และมีปัญหาในการ activate UMN e-mail account จาก Part 9 ทำให้ไม่สามารถทำนัดล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ ลองสอบถาม ISSS ดูครับว่าควรทำอย่างไร

นอกจากการรายงานตัวกับ ISSS แล้ว ทั้ง student และ scholar อาจต้องมีการติดต่อหรือรายงานตัวกับทางคณะ (school) และ/หรือ โปรแกรมวิชา (academic program) ของตนด้วย (แต่ในบางกรณีก็ไม่จำเป็น) ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละ school/program ควรตรวจสอบกับเอกสารที่มากับ acceptance letter รวมทั้งข้อมูลที่มีการติดต่อมาทาง e-mail (ถ้ามี) ดูว่ามีขั้นตอนการรายงานตัว (reporting) และปฐมนิเทศ (orientation) นอกเหนือจาก ISSS ที่ต้องดำเนินการหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ควร e-mail หรือโทรศัพท์สอบถามกับทาง school และ/หรือ program ครับ

ตอนถัดไป: N/A

Advertisements

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 9

ตอนที่แล้ว: Part 8

3. University Requirements and Procedures (ต่อ)

3.2 Initiate University E-mail Account

การติดต่อสื่อสารทาง e-mail ภายใน U of M เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ U of M ถือว่า UMN e-mail เป็น official communications และหากไม่จำเป็นก็จะใช้การติดต่อทาง e-mail แทนการติดต่อเป็นหนังสือ จึงควรรีบ activate UMN e-mail account แต่เนิ่นๆ

ผมเข้าใจว่าปัจจุบันยังคงสามารถ activate (initiate) UMN e-mail account ออนไลน์ได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองไทยครับ (หากผมเข้าใจผิดรบกวนช่วย comment แจ้งด้วยครับ) โดยเข้าไปที่ https://www.umn.edu/initiate/

ในเว็บดังกล่าว ระบบจะถามข้อมูล 3 อย่าง

  • Social Security Number หรือ SSN (ซึ่งนักเรียนไทยส่วนใหญ่คงไม่มี แต่หากมาถึง MN แล้ว และมีงานทำ on campus หรือมาในฐานะ J-1 Scholar ก็จะมีสิทธิยื่นขอ social security number กับทาง Social Security Administration เมื่อเดินทางมาถึง แต่สำหรับการขอ activate e-mail account ส่วนใหญ่คงยังไม่มี SSN ดังนั้น ให้ leave ช่องนี้ blank ไว้ครับ หรือหากระบบไม่ยอมรับก็ลองกรอกตัวเลข “000000000” ดู หากมีปัญหา ลองใช้บริการ online chat ของ Office of Information Technology (OIT) ของ U of M ที่ http://www.oit.umn.edu/live-help (ในเวลาทำการ) โดยเตรียม student ID ของเราไว้และแจ้งปัญหาให้เจ้าหน้าที่ครับ สุดท้าย หากทำไม่ได้จริงๆ ก็อาจต้องมาทำด้วยตัวเองหลังมาถึง U of M แล้ว และพก passport หรือ photo ID อื่นมาด้วย พร้อมกับจดหมายเลข Student ID ของตัวเองมาก็ได้)
  • Student ID Number (ดูจาก acceptance letter)
  • Birthdate (อย่าลืมว่าอเมริกันใช้เดือนขึ้นก่อน เป็น mm/dd/yyyy)

จากนั้นก็ตั้ง password ของตัวเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในเว็บดังกล่าว ก็เรียบร้อย

บางครั้ง จะเห็น U of M เรียก username ของ e-mail account ของ U ว่า X.500 (pronounce: Ex-five-hundred; ดูคำอธิบายใน Wikipedia) ดังนั้น หากเห็นคำว่า X.500 ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ หมายถึง U of M e-mail username หรือ log-in name นั่นเอง ซึ่งระบบจะตั้งให้ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยตัวอักษรในนามสกุลของเรา 4-5 หลักแรก ตามด้วยตัวเลขอีก 3-4 หลัก

สำหรับ e-mail address ก็จะอยู่ในรูปของ xxxxxxxx@umn.edu เมื่อ xxxxxxxx คือ X.500 หรือ username ของเราที่ระบบสร้างให้ครับ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ลอง log-in เข้าไปเช็คเมลได้ที่ https://mail.umn.edu/ หรือ https://gophermail.umn.edu/ หากเข้าไม่ได้ ลองรอให้ระบบอัพเดตภายใน 24 ชั่วโมง แล้วเข้าใหม่ หรือใช้ online chat เพื่อให้เจ้าหน้าที่ OIT ช่วยแก้ปัญหาให้ดูครับ

Update 21 ก.ค. 2554: เพิ่มเติมเรื่อง OIT online chat กรณีมีปัญหาในการ initiate UMN e-mail account [ขอบคุณ Pai Worata Klinsawat สำหรับข้อมูลครับ]

ตอนถัดไป: Part 10

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 8

ตอนที่แล้ว: Part 7

3. University Requirements and Procedures

โพสต์นี้ assume ว่าขั้นตอนเรื่องการ confirm enrollment และการดำเนินการเรื่อง I-20/DS-2019 ที่เกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ อ่าน Part 2 สำหรับประเด็นเหล่านี้ครับ

หัวข้อนี้จะมีรายละเอียดที่จำเพาะกับ University of Minnesota เป็นหลักนะครับ สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นควรศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และเอกสารต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยส่งมาสำหรับขั้นตอนการดำเนินการและสิ่งที่ต้องทำกับทางมหาวิทยาลัยครับ โดยทั่วไปในหนังสือตอบรับ (acceptance letter) หรือ letter/e-mail ที่ส่งตามมา น่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ กับทางมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

3.1 Immunization History

U of M อธิบายรายละเอียดเรื่อง immunization requirements ไว้ที่นี่ โดยแยกประเภทนักเรียนเป็น U.S. Citizen (Non-AHC Student), AHC Student และ International Student ซึ่ง AHC (Academic Health Center) Student คือนักเรียนที่ศึกษาในโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข  ซึ่งรวมถึง Medical School (รวมทั้ง medical residents), School of Public Health, School of Nursing, School of Pharmacy, School of Dentistry เป็นต้น (ดูรายชื่อ AHC colleges) ซึ่งจะมี requirements ที่ค่อนข้างเข้มงวดกว่า international student ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักเรียนใน AHC

สำหรับ international student ที่เข้าเรียนในโปรแกรมภายใต้ AHC ของ U of M ในเว็บเพจดังกล่าวแนะนำให้ follow ตาม requirements ของ AHC student เป็นหลักครับ

โดยทั่วไปแล้ว U of M กำหนดให้นักเรียนทุกคนยื่นแบบฟอร์มการฉีดวัคซีนของตนให้กับทาง U ซึ่งรูปแบบและรายละเอียดของแบบฟอร์ม รวมทั้งประวัติการฉีดวัคซีนที่จำเป็นต้องมี ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของนักเรียน ดูรายละเอียดได้จากเว็บเพจดังกล่าว การยื่นแบบฟอร์มนี้ สำหรับนักเรียนบางประเภทอาจกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ได้เลย หรือในบางกรณีอาจยื่นเป็นเอกสารก็ได้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำก่อนเดินทาง แต่ผมเจตนาเขียนแนะนำไว้ในการเตรียมตัวก่อนเดินทางเพราะบางครั้งจะต้องอาศัยประวัติการฉีดวัคซีนจากเมืองไทย หากทราบรายละเอียดก่อนก็จะสามารถประสานกับทางโรงพยาบาล/คลินิก หรือค้นหาสมุดประวัติวัคซีนของตัวเองที่อาจจะยังเก็บไว้อยู่ได้ หรือหากไม่มีประวัติได้รับวัคซีนใดที่ U of M กำหนดว่าต้องได้รับ ก็อาจตรวจหาภูมิคุ้มกัน และ/หรือ ฉีดวัคซีนใหม่ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่เมืองไทย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายที่สหรัฐฯ เมื่อมีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการกรอกแบบฟอร์มแล้ว ก็สามารถกรอกแบบฟอร์มแล้วส่งมาให้ U of M ได้เลย ไม่ต้องรอให้เดินทางมาก่อน (แต่หากยังไม่พร้อม จะทำหลังเดินทางก็ได้ แต่อย่าลืมนะครับ เรื่องนี้สำคัญ)

สำหรับ non-AHC international students โดยทั่วไป requirements จะยืดหยุ่นกว่า และอาจต้องกรอกเฉพาะวันเดือนปีที่ได้รับวัคซีนที่กำหนดในแบบฟอร์ม (Online version หรือ PDF version) ก็อาจเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องมีลายเซ็นแพทย์ หากประวัติวัคซีนใดไม่ครบถ้วน มี 2-3 แนวทางครับ คือ 1. หากแน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนดังกล่าวแล้ว อาจลองสอบถามโรงพยาบาลหรือคลินิกว่ายังมีประวัติของเราอยู่หรือไม่ เราอาจขอประวัติดังกล่าวมาดู หรือนัดพบแพทย์เพื่อสอบถามว่ามี record เรื่องการได้รับวัคซีนที่กำหนดหรือไม่ เมื่อใด เพื่อเป็นข้อมูลในการกรอกแบบฟอร์มของเรา 2. หากทางบ้านยังคงเก็บสมุดวัคซีนของเราไว้อยู่ ก็ลองดูว่าข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการกรอกแบบฟอร์มหรือไม่ (ผมดีใจเหลือเกินที่คุณพ่อคุณแม่ยังเก็บสมุดของผมเอาไว้ มีรายละเอียดครบถ้วน) 3. หากไม่มีรายละเอียดวันเดือนปีที่ได้รับวัคซีนที่แน่นอน แต่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนดังกล่าว อาจหาทางค้นดูตารางการฉีดวัคซีนทั่วๆ ไป หรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่รู้จัก เพื่อกะวันที่ได้รับวัคซีนโดยประมาณ สำหรับกรอกในแบบฟอร์ม เนื่องจากสำหรับ non-AHC international student ประวัติวัคซีนเป็น self-report ไม่ต้องมีลายเซ็นแพทย์ ทั้งนี้ แม้จะเป็น self-report แต่ก็ควรกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงนะครับ เพราะหากมีปัญหา (เช่น เราป่วยด้วยโรคนี้ในระหว่างศึกษา  แล้วหมอตรวจไม่พบว่ามีภูมิคุ้มกันตัวนี้ขึ้นมา U of M อาจหาว่าเรารายงานเท็จก็ได้) 4. หากไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนใดหรือไม่ สำหรับภูมิคุ้มกันบางตัว อาจไปพบแพทย์เพื่อขอเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันก็ได้ ถ้าไม่มีก็อาจขอฉีดใหม่ได้เลย หรือสำหรับวัคซีนบางตัวที่ไม่มีวิธีทดสอบภูมิคุ้มกัน หรือค่าใช้จ่ายสูง อาจสอบถามแพทย์ว่าจะสามารถฉีดกระตุ้นได้เลยหรือไม่ก็ได้

สำหรับ AHC students (ทั้งที่เป็น international students และ U.S. citizen) จะมี requirements ที่ค่อนข้างเข้มงวดกว่า เพราะทาง U of M ถือว่ามีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยสูงกว่านักเรียนปกติ ดู AHC student immunization requirement and process ที่นี่ และกรอกแบบฟอร์ม PDF ที่นี่ แบบฟอร์มนี้จะต้องมีลายเซ็นของแพทย์ที่ไม่ใช่ตัวเราเองหรือพ่อแม่ และมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ได้รับวัคซีนแต่ละ dose หรือระดับ antibody titre ในเลือด นอกจากนี้แล้ว AHC students ยังต้องมีการตรวจ Tuberculin skin test หรือ TB test (2-step Mantoux) เพื่อตรวจดูว่าเคย expose กับเชื้อวัณโรค (tuberculosis – TB) หรือไม่ด้วย

เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นพื้นที่ระบาด (endemic area) ของวัณโรค ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้พอสมควรที่พวกเราจะตรวจ TB test เป็นบวก (โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งสัมผัสกับผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน) ซึ่งการที่ผล TB test เป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นวัณโรคระยะติดต่อ (active TB) แต่หมายความว่าเชื้อวัณโรคเคยเข้าสู่ร่างกายของเรา และอาจซ่อนตัวอยู่ในที่ต่างๆ เช่น ในปอด ได้ (latent TB) และเมื่อร่างกายอ่อนแอก็อาจทำให้เกิดอาการ กลายเป็น active TB ขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ U of M จึงมีนโยบายให้ทำ TB test 2 ครั้งเพื่อให้แน่ใจ (หากผลเป็นบวกตั้งแต่ครั้งแรกก็ไม่ต้องทำครั้งที่สอง) และหากผลครั้งใดครั้งหนึ่งเป็นบวก ก็จำเป็นจะต้องขอนัดพบเจ้าหน้าที่ของคลินิกที่ Boynton Health Service เพื่อตรวจเอกซเรย์ปอดดูว่ามี active TB ในปอดหรือไม่ หากผลเอกซเรย์ผิดปกติก็จะต้องเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน แต่หากผลเอกซเรย์ปกติแต่ skin test เป็นบวก (แสดงว่าเป็น latent TB) ก็จำเป็นจะต้องนัดพบเจ้าหน้าที่ counseling เพื่อให้คำแนะนำว่าผลการตรวจหมายความว่าอย่างไร และมีทางเลือกในการรักษาอย่างไรบ้าง

เนื่องจากผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ผล skin test เป็นบวกและต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ของ Boynton และที่ผ่านมาก็มีนักเรียนไทยที่เป็น AHC students ที่ต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวพอสมควร จึงขอเล่าประสบการณ์และให้คำแนะนำเพิ่มเติมครับ สำหรับผมเองนั้นทำ skin test และเอกซเรย์ปอดมาตั้งแต่อยู่เมืองไทย ผล x-ray ปกติ และได้นำผลเอกซเรย์ (radiological report) มาขอนัดพบเจ้าหน้าที่ของ Boynton พร้อมแบบฟอร์ม immunization ที่มีผลการตรวจ skin test ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันที่จะตรวจเอกซเรย์ซ้ำอยู่ดี (เหมือนไม่เชื่อถือผลเอกซเรย์จากเมืองไทย) จึงต้องยอมตรวจซ้ำ เมื่อผลปกติจึงต้องนัดพบเจ้าหน้าที่ counseling อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำและทางเลือกในการรักษา ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่ามี 2 ทางเลือก ซึ่งเรามีสิทธิเลือกโดยสมบูรณ์ โดยจะไม่มีผลใดๆ กับเรื่องการเรียนของเรา ทางเลือกแรกคือ เนื่องจากเราเป็น latent TB จึงมีโอกาสเกิด active TB ขึ้นได้เมื่อร่างกายอ่อนแอ ทางคลินิกจึงแนะนำ (strongly) ให้เราทานยารักษาโรค TB และมารับการตรวจเป็นระยะๆ จนกว่าจะทานยาครบ course ซึ่งก็เป็นเวลาหลายเดือน อีกแนวทางหนึ่งคือ ไม่ทำการรักษา แต่หากมีอาการผิดปกติค่อยมารักษาอีกที ทางคลินิกจะพยายาม convince ให้เรารักษา (ฝรั่งจะมอง TB เป็นเรื่องร้ายแรงและน่ากลัวมาก) แต่พวกเราที่เป็นหมอคงจะทราบดีว่ายารักษาโรค TB มี side effect เยอะ และ side effect บางอย่างก็รุนแรงมาก (เพื่อนผมที่เป็นหมอบางคน ติด TB จากคนไข้ แล้วต้องทานยา จนเกิด side effect ต่อประสาทตา ทำให้ตามองไม่เห็น ก็มีมาแล้วครับ) ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะไม่รับยา และก็เซ็นยินยอมเป็นหลักฐานว่าปฏิเสธการรักษาตามคำแนะนำ ก็เรียบร้อยครับ หากใครที่ผล skin test positive แต่ x-ray negative และต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ ผมเองจะแนะนำว่าให้เลือกไม่รับการรักษาครับ (แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำในฐานะแพทย์ผู้รักษา แต่เป็นคำแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น พวกเราคงต้องหาข้อมูลและตัดสินใจเอาเองครับ ผมไม่อาจรับผิดชอบได้หากเลือกตามคำแนะนำของผมแล้วเกิด active TB ขึ้นภายหลัง แล้วมองว่าถ้าทานยาแต่แรกก็สิ้นเรื่อง)

ที่ผ่านมา ยังไม่มีนักเรียนไทยคนใดที่เจอว่าเป็น active TB (ผล x-ray ผิดปกติ) ครับ แต่หากใครมีผลเช่นนี้ ผมแนะนำว่าควรได้รับการรักษาครับ ในกรณีนี้ อาจไม่มีทางเลือกด้วยซ้ำ (นอกจากกลับไปรักษาในไทย) เพราะ active TB ถือเป็นโรคติดต่อที่ต้องมีการควบคุมและรัฐบาลมีอำนาจกักกัน (quarantine) ครับ

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ TB และขั้นตอนการตรวจรักษาจากเว็บของ Boynton ที่นี่ ครับ และดูบริการของ Boynton ที่เกี่ยวกับเรื่อง immunization ที่นี่ และดูข้อมูลการฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง (จากสหรัฐฯ ไปประเทศอื่น) ที่นี่

การยื่นแบบฟอร์มและปฏิบัติตามขั้นตอนเรื่อง immunization ให้เสร็จสิ้น มีความสำคัญมาก เพราะโดยปกติ U of M จะมีระบบ hold ที่จะทำให้เราไม่สามารถลงทะเบียนเรียนหรือดำเนินการเรื่องอื่นๆ บางอย่างได้ (ดูคำอธิบายเรื่อง hold ประเภทต่างๆ ของ U of M ที่นี่, ที่นี่ และที่นี่) และหากดำเนินการเรื่อง immunization ไม่เรียบร้อย ก็อาจติด “ME hold” ได้

สำหรับคนที่เป็น AHC student เมื่อเดินทางมาถึง Minnesota แล้ว ผมแนะนำให้รีบเข้าไปนัดเรื่อง immunization กับ Boynton ให้เรียบร้อยโดยเร็วครับ เพราะหากต้องมาพบหลายครั้ง (เช่น กรณีผล TB skin test เป็นบวก ต้องมาเอกซเรย์และนัด counseling) จะทำให้ปลด hold ไม่ได้จนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น และจะทำให้เสียเวลาลงทะเบียนเรียนไปครับ ทั้งนี้ หากระยะเวลาจำกัด กลัวว่าจะลงทะเบียนเรียนไม่ทัน deadline หรือไม่สามารถลงทะเบียนเรียนใน class ที่มีที่นั่งจำกัดได้ทัน ก็อาจขอปรึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ของ Boynton ก็ได้ว่าสามารถปลด hold ชั่วคราวก่อนเพื่อให้เราลงทะเบียนทันได้หรือไม่ ในระหว่างที่เรารอนัดกับทางเจ้าหน้าที่ กรณีนี้ถือเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ Boynton ครับ แต่ผมทราบว่ามีบางคนเคยทำได้

สำหรับแบบฟอร์ม immunization ที่เป็น PDF เมื่อกรอกเสร็จแล้วสามารถส่งทางไปรษณีย์ไปยัง Boynton Health Service ได้เลย (ดูที่อยู่จากในแบบฟอร์ม) หรือจะมายื่นเมื่อเดินทางมาถึง U of M แล้วก็ได้ อย่าลืมถ่ายเอกสารไว้กับตัวอย่างน้อย 1 ชุดก่อนส่งครับ

ในส่วนของ scholars ที่ไม่ได้มาในฐานะนักเรียน (student) immunization requirements อาจแตกต่างกันไป เท่าที่ผมทราบ โดยทั่วไปจะไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ในเรื่อง immunization ครับ แต่การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้กับตัวก็อาจเป็นประโยชน์ เผื่อจำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินการอะไรครับ

ตอนถัดไป: Part 9

Preparing for A Student Life in Minnesota: Part 2

ตอนที่แล้ว: Part 1

1. Regulatory Requirements (ต่อ)

1.2 Preparing to Apply for A Student Visa

การเตรียมตัวของนักเรียนไทยที่จะมาเรียนที่ Minnesota สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็น U.S. citizen ขั้นตอนต่อไปที่ต้องรีบดำเนินการหลังจากได้รับ acceptance letter แล้ว และดำเนินการเรื่อง passport เรียบร้อยก็คือ การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง visa

Step 1 พิจารณาว่าต้องใช้ visa ประเภทใด

โดยทั่วไป นักเรียนไทยที่มาเรียนในสหรัฐอเมริกา จะมี non-immigrant visa 2 ประเภทหลัก คือ F-1 และ J-1 ซึ่งวีซ่า J-1 จะออกให้กับ exchange visitors บางกลุ่มที่เข้าหลักเกณฑ์ของ Department of State ของสหรัฐฯ โดยทั่วไปข้าราชการลาศึกษาหรือผู้ที่รับทุนรัฐบาลมักจะใช้วีซ่า J-1 ซึ่งมีหลาย category ย่อย เช่น Student, College/University (สำหรับนักเรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไป), Trainee (สำหรับผู้ที่มาฝึกอบรม เช่น แพทย์ประจำบ้าน/residents หรือ fellow) หรือ Professor and Research Scholar (สำหรับอาจารย์ นักวิชาการ หรือนักวิจัยที่มาแลกเปลี่ยนหรือเพิ่มพูนประสบการณ์ แต่ไม่ได้มาในฐานะนักเรียนหรือ trainee) สำหรับนักเรียนไทยที่มาด้วยทุนตัวเอง ทุนของหน่วยงานเอกชน หรือทุนของสถาบันการศึกษาบางประเภทที่ไม่ได้เป็นทุนรัฐบาล และกรณีอื่นๆ ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของ J-1 โดยทั่วไปจะใช้วีซ่า F-1 เป็นหลัก ทั้งนี้ ควรสอบถามหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานเจ้าของทุน มหาวิทยาลัยที่จะมาศึกษา ตลอดจนเว็บไซต์ของ Department of State ของสหรัฐฯ หรือ U.S. Embassy, Bangkok ว่าต้องใช้ visa ประเภทใด

ผู้ติดตาม (dependents) จะใช้วีซ่าประเภทใด ขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่าของนักเรียนไทยที่พาผู้ติดตามเข้ามาเป็นหลัก หากนักเรียนไทยได้วีซ่า J-1 ผู้ติดตามก็จะได้วีซ่า J-2 เช่นเดียวกัน ผู้ติดตามของนักเรียนไทยที่ใช้วีซ่า F-1 จะใช้วีซ่า F-2

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ visa F-1 และ J-1 และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ U.S. visas และ non-immigrant visas for temporary visitors ประเภทต่างๆ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับ visa ของ international students จากเว็บไซต์ของ University of Minnesota’s International Student and Scholar Services (ISSS)

Step 2 ขอเอกสารประกอบการขอวีซ่าจากมหาวิทยาลัยที่จะมาศึกษา

การขอวีซ่า จำเป็นจะต้องใช้เอกสาร I-20 [pronounce: I-twenty] (กรณีวีซ่า F-1) หรือเอกสาร DS-2019 [pronounce: D-S-twenty-nineteen] (กรณีวีซ่า J-1) จากทางสถาบันการศึกษาที่จะมาศึกษา/ฝึกอบรม โดยทั่วไปรายละเอียดสำหรับการขอเอกสาร I-20 หรือ DS-2019 นี้จะขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษา และขั้นตอนการดำเนินการควรจะมาพร้อมกับจดหมายหรืออีเมลตอบรับ หรืออยู่ในเว็บไซต์ระบบ Admissions ของมหาวิทยาลัย

สำหรับ University of Minnesota เมื่อได้รับการตอบรับ และยืนยันการเข้าศึกษาต่อ (confirm enrollment สำหรับ freshmen หรือ transfer students และสำหรับ graduate students) แล้ว มหาวิทยาลัยกำหนดให้ต้องกรอกข้อมูล Financial Certification Statement ในแบบฟอร์มออนไลน์ หรือ PDF form ก่อน จึงจะสามารถออก I-20 หรือ DS-2019 ให้ได้ แล้วจะส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ (ดูรายละเอียดอื่นๆ สำหรับ applying or admitted international students) รายละเอียดใน Financial Certification Statement ควรถูกต้องในสาระสำคัญ (เช่น หากได้รับทุนก็ควรระบุแหล่งทุนและจำนวนเงินไว้) แต่หากไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่นอน หรือเป็นการให้ทุนตามที่จ่ายจริง (ไม่ใช่เหมาจ่าย) สามารถระบุจำนวนเงินโดยประมาณโดยคำนวณจากประมาณการค่าใช้จ่ายได้ (ดูอัตราค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น tuition and fees) ทั้งนี้ ควรระบุจำนวนเงินให้เกินไว้เล็กน้อยเพราะอัตราค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจมีการขึ้นอัตราได้

ขั้นตอนการขอเอกสาร I-20 หรือ DS-2019 เป็นขั้นตอนที่เสียเวลาเพราะต้องรอให้ทางมหาวิทยาลัย (ซึ่งต้อง handle new students จำนวนมากในเวลาจำกัด) ดำเนินการ และหากอยู่เมืองไทย ก็ต้องรอให้ส่งเอกสารมาที่เมืองไทยทางไปรษณีย์ นอกจากนี้มีบางกรณีที่เอกสารที่ส่งมาหายไประหว่างทาง หรือเกิดข้อผิดพลาดที่มหาวิทยาลัยทำให้ไม่ได้ออกเอกสารให้ตั้งแต่แรก ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ เช่นการขอวีซ่า ล่าช้าออกไปอีก จึงควรรีบดำเนินการขอ I-20 หรือ DS-2019 โดยเร็ว และหากเลยกำหนดเวลาแล้วเอกสารยังไม่มาถึง ควรรีบติดต่อทางมหาวิทยาลัยโดยเร็ว (สำหรับ University of Minnesota ให้ติดต่อ ISSS และหากเป็นไปได้ ควรติดต่อทางโทรศัพท์ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว ISSS มักตอบ e-mail ล่าช้าหรือไม่ตอบเลยครับ)

เมื่อได้ I-20 หรือ DS-2019 แล้ว ถ่ายเอกสารไว้เลยอย่างน้อย 1 ชุด (ถ้ายังไม่ได้ถ่ายเอกสาร passport ไว้ก็ถ่ายไว้ด้วย) เพราะตอนทำ visa ทางสถานทูตจะเก็บไปพร้อม passport หากต้องใช้ข้อมูลในเอกสารเพื่อการดำเนินการในเรื่องใด จะได้ทำได้ครับ

Update 29 มิ.ย. 2554: เพิ่มเติมคำแนะนำให้ถ่ายเอกสาร I-20 หรือ DS-2019 ไว้

ตอนถัดไป: Part 3

%d bloggers like this: